SHOCKDEE AED Hero ทำให้หัวใจของคุณกลับมาเต้นใหม่ได้อีกครั้ง จุดประกายเพื่อ หัวใจของคุณ อย่าปล่อยให้ ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มีโอกาสทำร้ายคุณและคนที่คุณรักค้นหาเครื่องเออีดี พบเจอเครื่องเออีดีรายงานที่ตั้งเครื่องเออีดี

บทความจากผู้เชี่ยวชาญของเรา

การฉีดสีสวนหัวใจ รักษาได้หากเส้นเลือดตีบตัน

การฉีดสีสวนหัวใจ รักษาได้หากเส้นเลือดตีบตัน

เมื่อผู้ป่วยมาโรงพยาบาลด้วยอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย หากสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบตัน แพทย์จะแนะนำให้ฉีดสีสวนหัวใจเพื่อหาตำแหน่งที่เส้นเลือดตีบตันและดำเนินการรักษาให้ทันท่วงที เพราะหากหัวใจขาดเลือดจะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายและมีโอกาสเสียชีวิตสูง การฉีดสีสวนหัวใจคืออะไร? การฉีดสีสวนหัวใจ หรือ Coronary Angiography เป็นการใช้สายสวนขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มม. ใส่เข้าไปตามหลอดเลือดแดงก่อนถึงหัวใจเล็กน้อย จากนั้นจะใช้สารทึบรังสีซึ่งเป็นสารไอโอดีนฉีดเข้าไปเพื่อประเมินว่ามีการตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจตรงจุดใด ดูสภาพกล้ามเนื้อหัวใจ และการทำงานของลิ้นหัวใจ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ตรงจุด ปกติแล้วสารทึบรังสีที่เป็นสารไอโอดีนอาจมีผลข้างเคียงในผู้ป่วยที่แพ้อาหารทะเล ผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าแพ้อาหารทะเลต้องแจ้งแก่แพทย์ผู้รักษาก่อนทำการรักษา การเตรียมตัวทำการฉีดสีสวนหัวใจ แพทย์จะสอบถามอาการแพ้ยาและแพ้อาหารทะเล โรคประจำตัว หากผู้ป่วยมียาที่รับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ และนำมาให้แพทย์ดู ตรวจร่างกายผู้ป่วย ผู้ป่วยต้องงดอาหารและน้ำดื่ม 6-8 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ ขั้นตอนการฉีดสีสวนหัวใจ 1. แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนทำการเจาะหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ2. แพทย์จะสอดท่อพลาสติกอ่อนเข้าไปในหลอดเลือดแดง เพื่อเป็นทางผ่านเข้าออกของสายสวนหัวใจเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ของหัวใจ3. แพทย์ฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในสายสวน สารทึบรังสีจะผ่านเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจ ทำให้สามารถเห็นภายในหลอดเลือดว่ามีการตีบที่บริเวณใด4. ระหว่างการตรวจฉีดสีสวนหัวใจจะมีการตรวจติดตามความดันโลหิต ชีพจร ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดและอาการของผู้ป่วยเป็นระยะ5. หากแพทย์พบความผิดปกติของหลอดเลือดที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสวนหัวใจ แพทย์จะขยายส่วนที่ตีบแคบของหลอดเลือดนั้นด้วยบอลลูนและขดลวดถ่างขยาย (Stent)6. เมื่อเสร็จกระบวนการวินิจฉัยและรักษาแล้ว แพทย์จะดึงสายสวนหัวใจและท่อพลาสติกออกจากหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ และกดห้ามเลือดประมาณ 10-15 นาที หากมีการขยายหลอดเลือดด้วย อาจต้องคาท่อพลาสติกไว้อีกประมาณ 4-6 ชั่วโมง จึงจะนำท่อออก ประโยชน์และข้อดีของการฉีดสีสวนหัวใจ เป็นการวินิจฉัยและยืนยันภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างแม่นยำตรงจุด เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว เพียงแค่ฉีดยาชาเฉพาะที่โดยไม่ต้องใช้ยาสลบ ใช้เวลาเพียง 20- 30 นาที หากพบว่าผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สามารถรักษาด้วยวิธีการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวดต่อได้ทันที ซึ่งใช้เวลารักษาเพียง 45 นาที - 1 ชั่วโมงเท่านั้น มีความเสี่ยงต่ำและภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อยมาก คือเพียง 0.01เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเร็ว นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ก็กลับบ้านได้ การปฏิบัติตัวหลังการฉีดสีสวนหัวใจ ควรพักฟื้นที่โรงพยาบาล 1-2 วัน นอนราบบนเตียง ห้ามงอขาหรืองอมือข้างที่ทำการฉีดสี 6-12 ชั่วโมง ห้ามลุกออกจากเตียง แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ไม่ได้! และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ส่วนใหญ่แพทย์จะอนุญาตให้เดินในวันรุ่งขึ้น และหากไม่มีอาการผิดปกติแพทย์จะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ และควรดื่มน้ำมากๆ วันละ 1-1.5 ลิตร เพื่อขับสารทึบรังสีออกทางปัสสาวะได้มากขึ้น หลังฉีดสีสวนหัวใจ 1-7 วัน ควรงดยกของหนัก การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนักๆ การเดินมากๆ หรือการวิ่งก็ห้ามเช่นกัน หากมีรอยช้ำ บวมแดง หรือเจ็บมากบริเวณที่เคยใส่สายสวน ควรรีบแจ้งหรือมาพบแพทย์ทันที การฉีดสีสวนหัวใจ…เป็นการตรวจที่ตรงจุด เพื่อหาสาเหตุและจุดที่มีการตีบตันในหลอดเลือดหัวใจ อย่างไรก็ตามเราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้ ด้วยการปรับพฤติกรรม เช่น การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน พักผ่อนให้เพียงพอ รู้จักการผ่อนคลายอารมณ์ไม่ให้เครียด รวมถึงออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ และไม่สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ "หันมาดูแลหัวใจของเราให้ดีตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีไปนานๆ"

รายละเอียดทั้งหมด
IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเทคโนโลยีที่นำพลังงานแสงความเข้มข้นสูงที่มีความยาวหลายช่วงคลื่น อยู่ระหว่าง 500 to 1200 nm

IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเทคโนโลยีที่นำพลังงานแสงความเข้มข้นสูงที่มีความยาวหลายช่วงคลื่น อยู่ระหว่าง 500 to 1200 nm

IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเทคโนโลยีที่นำพลังงานแสงความเข้มข้นสูงที่มีความยาวหลายช่วงคลื่น อยู่ระหว่าง 500 to 1200 nm. โดยพลังงานจะไปจับกับเซลล์เม็ดสีและทำลายโครงสร้างของเม็ดสี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวชั้นบนๆ รักษาฝ้า กระ และรอยแดงที่เกิดจากการถูกแสงแดดทำลาย รวมถึงอายุที่มากขึ้น ทำให้เซลล์ผิวหนังเริ่มเสื่อมสภาพ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ประโยชน์หลักๆ ของ IPL จึงเป็นเรื่องการช่วยทำให้หน้าใส ทำให้สีผิวสม่ำเสมอ ผิวดูกระจ่างใสมีออร่า แล้วก็ยังช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้กระฝ้าที่อยู่บนๆ หายไปได้ หน้าดูสดใสขึ้น ควรทำทุกๆ 2-3 สัปดาห์หรือทุกเดือน ในการรักษาฝ้าหรือกระบนๆ อาจจะต้องทำต่อเนื่องประมาณ 5 ครั้ง ทั้งนี้ คลื่นแสง IPL จะกระจายตัวมากกว่าแสงเลเซอร์ และซึมเข้าไปยังชั้นผิวหนังแท้โดยไม่ทำลายหนังกำพร้าหรือผิวชั้นนอก ส่งผลให้ผิวหนังถูกทำลายน้อยกว่าการทำเลเซอร์ที่ยิงแสงออกมาเพียงช่วงความถี่เดียว   IPL รักษาปัญหาผิวพรรณชนิดใดได้บ้าง ●      ช่วยลดรอยสิว รอยดำ จุดด่างดำ ฝ้า และกระบางชนิด ●      ช่วยลดรอยแดงต่าง ๆ เช่น รอยแดงจากสิว และรอยแดงจากแผลเป็นนูน ●      ลดเลือนริ้วรอยตื้น ๆ ●      กระชับรูขุมขน ●      กำจัดขน ●      รักษาสิว โดยทำร่วมกับการทาสารบางชนิดในการฆ่าเชื้อสิว ●      ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ●      ลดความหมองคล้ำ ผิวกระจ่างใสขึ้น   ดูแลตัวเองหลังทำ IPL อย่างไร หลังเข้ารับการทำ IPL ควรดูแลตัวเอง ดังนี้ ■      ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนทำความสะอาดผิวบริเวณที่ระคายเคืองเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ■      หลีกเลี่ยงการโดนแดดเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ ■      ทา Moisturizer เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เนื่องจากหลังทำ IPL อาจมีปัญหาผิวแห้ง ระคายเคืองได้ ■      เลี่ยงการประคบร้อนหรือการอาบน้ำอุ่นจนกว่าบริเวณดังกล่าวจะฟื้นตัวสู่สภาวะปกติ ผลข้างเคียงจากการทำ IPL ส่วนใหญ่แล้ว การทำ IPL จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงเป็นรอยแดงและบวมที่ผิวหนังเล็กน้อย ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปภายใน 1-2 วัน ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้ ■      ผิวหนังบริเวณที่ถูกแสง IPL มีสีแดงเรื่อ ■      ผิวไหม้เล็กน้อย โดยปรากฏเป็นรอยแดง ผิวลอก และบวม ประมาณ 2-3 วันหลังรับการรักษา ■      มีตุ่มน้ำใส ๆ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ไม่บ่อยนัก ■      บริเวณที่รักษาเกิดรอยปื้นสีคล้ำหรือซีดกว่าสีผิวปกติ ■      ขนหลุดร่วง ■      ผิวแห้ง ระคายเคือง ข้อดีและข้อเสียของการทำ IPL ผู้ที่ต้องการรักษาปัญหาผิวพรรณหรือกำจัดขนด้วยการทำ IPL ควรพิจารณาข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ดังนี้ ข้อดี ■      เป็นวิธีรักษาปัญหาผิวพรรณและกำจัดขนที่ใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย ■      การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาน้อยกว่าวิธีอื่น ■      ช่วยขจัดริ้วรอย จุดด่างดำ และกำจัดขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ■      แสง IPL ไม่ทำลายผิวหนังชั้นนอก ส่งผลให้เสี่ยงได้รับผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาด้วยวิธีกรอหน้าหรือการทำเลเซอร์ ■      ผิวหนังฟื้นตัวได้เร็ว ข้อเสีย ■      การทำ IPL อาจใช้ไม่ได้ผลดีกับบริเวณผิวหนังที่ไม่สม่ำเสมอ ผู้ที่มีผิวคล้ำหรือขนสีอ่อน รวมถึงผู้ที่มีแผลเป็น Keloid หรือมีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูน ■      ต้องรักษาซ้ำหลายครั้งจึงจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ สิ่งที่ต้องระวังคือ ไม่ควรทำติดต่อกันบ่อยครั้งเกินไป เพราะจะทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น และมีผลทำให้เกิดฝ้า กระ มากขึ้นในระยะยาว รักษาได้ยากขึ้น นอกจากนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ผิวคล้ำ เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่ผิวจะไหม้ได้สูง อย่างไรก็ตาม หากต้องการรักษาปัญหาผิวด้วย IPL แนะนำปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชา

รายละเอียดทั้งหมด
สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. สิว… ไม่ใช่เรื่อง จิ๋ว....

สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. สิว… ไม่ใช่เรื่อง จิ๋ว....

ที่เป็น Severe acne การอักเสบจะขยายและลึกลงไปในบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียงมากขึ้น เราสามารถแบ่งประเภท สิวได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ 1. สิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน (Comedone) แบ่งเป็น 2 ชนิด 1.1 สิวหัวปิด (Close comedones) จะเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ หัวขาวๆ 1.2 สิวหัวเปิด (Open comedones) หรือสิวหัวดำ 2. สิวอักเสบคือสิวที่หัวแดงอักเสบ (Inflame papules) เป็นหนอง (Pustule) หรือพบคลำได้เป็นไตแข็งๆ ใต้ผิวหนัง มักกดเจ็บ (Nodulocystic) ซึ่งสิวกลุ่มนี้คือ สิวอุดตันที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน   ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว มีอยู่หลายประการ อย่างเช่น โดยปัจจัยหลัก ๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัยดังนี้ ·        ปัจจัยภายใน ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ●      HORMONE โดยระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน จะมีระดับสูงในช่วงวัยรุ่นโดยเฉพาะเพศชาย ทำให้เราพบสิวในช่วงอายุนี้มากกว่าช่วงอื่น ฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการสร้างไขมันออกมามากขึ้น  หรือ ช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีการบวมของรูขุมขนและการคั่งของน้ำในร่างกาย หรือ โรคบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน เช่น โรคถุงน้ำ ในรังไข่ (polycystic ovary syndrome) ●      ความเครียด กระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น และ เกิดกลไกการอักเสบมากขึ้น ●      กรรมพันธุ์ และ โรคทางต่อมไร้ท่อบางชนิด ·        ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ●      ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยากันชัก ยารักษาวัณโรค ●      เครื่องสำอาง ในคนที่มีโอกาสเป็นสิวง่าย แนะนำให้พยายามใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่ทำให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ (noncomedogenic และ non-acnegenic) ●      อาหารบางชนิด เช่น นมวัว, whey protein, อาหารน้ำตาลสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ถ้าสังเกตว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ทำให้อาการสิวอักเสบแย่ลง อาจลองหลีกเลี่ยงหรือหยุดรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ ●      สิ่งที่ระคายเคืองผิว เช่น การขัดหน้า นวดหน้า หรือ สภาวะแวดล้อมต่างๆ     การรักษาสิวโดยทั่วไปคือ การป้องกันการเกิดสิวใหม่ และลดการอักเสบของรอยโรคเดิมลง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ปัจจุบันการรักษาสิวมีทั้งยาทาเฉพาะที่และยารับประทาน โดยจะเลือกใช้วิธีรักษาแบบใด ขึ้นกับความรุนแรงของสิวในขณะนั้น 1.    ยาทาเฉพาะที่ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ, ยาละลายหัวสิว, ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ 2.    ยารับประทาน ได้แก่ ยากลุ่มกรดวิตามินเอ ยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 3.    การกดสิว และ ฉีดสิว ควรทำโดยแพทย์ผู้รักษาเพื่อขจัดสิวอุดตัน แต่ไม่ควรบีบหรือแกะสิวเอง เนื่องจากอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำลงไปบริเวณนั้นและทำให้เกิดรอยดำหรือแผลเป็นตามมาได้ ในกรณีที่เป็นสิวอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์ เข้าไปในตำแหน่งที่เกิดสิวอักเสบนั้น ก็จะช่วยให้สิวยุบลงได้ 4.    การฉายแสงสีฟ้า แสงสีแดง จะช่วยเสริมผลการรักษาสิวให้หายเร็วขึ้นด้วย 5.    การทำเลเซอร์ ลดรอยดำ รอยแดง การทำเลเซอร์ลดหลุมสิว     เคล็ดลับห่างไกลสิว ทำความสะอาดร่างกายและใบหน้าทุกวัน แต่ระวังไม่ควรล้างหน้าบ่อยหรือขัดถูผิวหน้ามากเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังเสียสมดุล การล้างหน้าควรล้างเพียงวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ยกเว้นช่วงที่เสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือช่วงที่คิดว่าผิวหนังสกปรก รับประทานผักผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ อย่าเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดสิว หลีกเลี่ยงแดดจัด เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสง หากใช้ยาประเภทนี้ควรทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดเป็นประจำทุกวัน   สิวอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่การรักษาไม่ได้ง่าย การพบแพทย์ผิวหนังเพื่อได้รับการรักษานั้นจำเป็น เพื่อหาสาเหตุ และ วิธีการรักษาที่ถูกต้อง แม้ว่าอาการของสิวจะอยู่ในระยะแรก หรือเพิ่งเริ่มเป็นสิว เพราะถ้าเริ่มรักษาเร็วก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาดี และลดความเสี่ยงในการเกิดรอยแผลเป็นสิวอีกด้วย

รายละเอียดทั้งหมด
รพ.พญาไท 1 กรุงเทพฯ. แค่ก้มๆ เงยๆ บ่อย...ก็เสี่ยงเป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทได้แล้ว

รพ.พญาไท 1 กรุงเทพฯ. แค่ก้มๆ เงยๆ บ่อย...ก็เสี่ยงเป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทได้แล้ว

แค่ก้มๆ เงยๆ บ่อย...ก็เสี่ยงเป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทได้แล้ว    การใช้ชีวิตประจำวันแบบไม่ระวัง เช่น นั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ยกของหนักบ่อย ก้มเงยเป็นประจำ บาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือเล่นกีฬา ก็สามารถทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนได้ ส่วนอีกสาเหตุคือความเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลัง ที่ทำให้การยึดเหนี่ยวของกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพ เกิดการเคลื่อนของกระดูกสันหลังจนมาทับเส้นประสาท ที่พบมากในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 40 ปี ปล่อยไว้ไม่รักษา... อาจไม่สามารถขับถ่ายได้เอง เบื้องต้นจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว ปวดเมื่อยเวลานั่งนานหรือเดินไกล มีอาการแบบเรื้อรัง และเป็นบ่อยขณะก้มหรือเงย เมื่อกระดูกสันหลังเคลื่อนมาทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียงแล้วล่ะก็ จะมีอาการปวดร้าวลงขา ขาชา ปวดเหมือนไฟช็อต ขาอ่อนแรง เดินไกลไม่ได้ หากกดทับเส้นประสาทมาก ผู้ป่วยจะไม่สามารถขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระได้เลย ใช่ว่าผู้ป่วยทุกคนต้องผ่าตัด การรักษาในเบื้องต้นนั้น แพทย์จะให้ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อ ทำกายภาพบำบัดด้วยการใส่เครื่องช่วยพยุงหลัง และบริหารกล้ามเนื้อหลังเพื่อบรรเทาอาการให้ดีขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการชาลงขาแล้ว แพทย์จะวินิจฉัยให้ผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงกระดูกสันหลัง เพื่อเชื่อมข้อต่อให้อยู่ในแนวที่ถูกต้อง คลายปัญหาด้วยการผ่าตัดใส่สกรูแบบแผลเล็ก ปัจจุบันมีนวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็กแก้ไขโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทด้วยการผ่าตัดใส่สกรูยึดกระดูกสันหลัง (Transforaminal Lumbar Interbody Fusion: TLIF) ใช้การเจาะผิวหนังเป็นแผลเล็กแล้วนำกล้องขนาดเล็กส่องภายใน เพื่อหาบริเวณที่กระดูกเคลื่อน แล้วจึงนำสกรูเข้าไปยึดตรึงกระดูก วิธีนี้ช่วยให้คนไข้สูงอายุฟื้นตัวเร็ว เพราะแผลมีขนาดเล็ก ไม่เสียเลือดและไม่เจ็บปวดมาก การถนอมกระดูกสันหลังนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว เลี่ยงการกระแทกจากการกระโดดหรือดึงรั้งกระดูกสันหลังแบบผิดท่า ก็ช่วยป้องกันภาวะเสื่อมของกระดูกสันหลังได้  

รายละเอียดทั้งหมด
รพ.พญาไท 1 กรุงเทพมหานคร . เคล็ดลับการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

รพ.พญาไท 1 กรุงเทพมหานคร . เคล็ดลับการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

เคล็ดลับการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หนึ่งในปัญหาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องพบเจอ ก็คือ ปัญหาการนอนหลับยากหรือหลับไม่เพียงพอ ซึ่งไตรมาสที่หลับยากที่สุดจะเป็นไตรมาสที่ 1 และ 3 ดังนั้น เพื่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ นี่คือคำแนะนำจากคุณหมอ...ที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์หลับสบายมากยิ่งขึ้น สาเหตุของการหลับยาก นอนไม่เพียงพอ มีอะไรบ้างนะ 1. ไตรมาสแรกคุณแม่จะเริ่มปัสสาวะบ่อย เนื่องจากมดลูกอยู่ใกล้กับกระเพาะปัสสาวะเมื่อไหร่ก็ตามที่มดลูกขยายตัวก็จะไปเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ความจุกระเพาะปัสสาวะลดลง จึงทำให้คุณแม่ปัสสาวะบ่อยนั่นเอง  และเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 มดลูกจะขยายใหญ่มากขึ้นจึงทำให้ปัสสาวะบ่อยเช่นกัน คุณแม่จึงนอนหลับยาก และนอนได้น้อยลง 2. นอกจากปัสสาวะบ่อยแล้วคุณแม่ยังเผชิญกับภาวะความไม่สบายตัวอีกด้วย ซึ่งมักเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 เมื่อตั้งครรภ์ท้องเริ่มใหญ่มากขึ้น ความไม่สบายตัว ปวดเมื่อย ก็จะทำให้นอนหลับยาก 3. เมื่อเข้าสู่ปลายไตรมาสที่ 2 ต่อเนื่องไปสู่ไตรมาสที่ 3 เมื่อคุณแม่บิดตัว ขยับตัว ก็พบกับตะคริวที่คอยรบกวนการนอนหลับ 4. ความกังวลใจ ความไม่สบายใจ เนื่องจากคุณแม่บางคนอาจมีความกังวลเรื่องการคลอดบุตร การเตรียมตัวคลอดบุตร เป็นต้น 5. ความเหนื่อยล้า จากขนาดของท้องที่ใหญ่ขึ้น เมื่อคุณแม่นอนราบ ไม่หนุนหมอน เนื่องจากท้องมีขนาดใหญ่ทำปอดดันกระบังลมขึ้น ทำให้ปอดมีความจุลดลง จึงทำให้คุณแม่เหนื่อยมากขึ้น  เมื่อหายใจไม่อิ่มอาจช่วยโดยการหนุนหมอนเพิ่มก็จะทำให้นอนหลับสบายมากขึ้น คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์..ที่จะช่วยให้หลับสบายขึ้น 1. ก่อนนอนไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป ควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย งดชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 2. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเข้านอน ระหว่างวันไม่ควรจะเดินมากเกินไป เช่น งดยกของหนัก หรือเกร็งกล้ามเนื้อ เมื่อคุณแม่นอนตะแคง ใช้หมอนใบเล็กหนุนใต้ท้องด้านซ้ายหรือขวา วางหมอนใต้เข่าหรือขา ก็จะช่วยให้หลับสบายมากขึ้น 3. ทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เลือดวัว เลือดหมู ตับหมู ไก่ หมู ผักกาดหอม มะเขือพวง มะเขือเทศเมล็ดฟักทอง หรืออาหารที่มีแคลเซียม เช่น ปลาตัวเล็กตัวน้อย อย่าง ปลาข้าวสาร, เนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา, ผักและผลไม้หลากสี ผักบร็อกโคลี คะน้า ผักโขม แครอท ธัญพืช ธัญพืชจำพวกถั่ว ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วแดง เป็นต้น 4. ทำจิตใจให้สงบ นั่งสมาธิก่อนเข้านอน ให้จิตใจได้ผ่อนคลายบ้าง 5. สร้างบรรยากาศในห้องนอน ให้อากาศถ่ายเท พร้อมอุณหภูมิที่เหมาะสม 6. เข้าอบรมคลาสเตรียมความพร้อม การเป็นคุณแม่มือใหม่ การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตร ก็จะช่วยให้คุณแม่ลดความกังวลได้อีกด้วย สอบถามคุณหมอที่ฝากครรภ์เมื่อคุณแม่กังวลหรือมีคำถามที่ไม่สบายใจ เพื่อการปฏิบัติตนอย่างถูกวิธี

รายละเอียดทั้งหมด
รพ.กรุงเทพ. คำแนะนำสำหรับการกักกันที่บ้าน

รพ.กรุงเทพ. คำแนะนำสำหรับการกักกันที่บ้าน

คำแนะนำสำหรับการกักกันที่บ้าน 1. ห้ามผู้มาเยี่ยมช่วงกักตัว 2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน หรือหากจำเป็น ควรนั่งแยกกันและห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร 3. ห้ามใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือเด็กในรัศมี 2 เมตร 4.แยกห้อง ของใช้ส่วนตัว หากแยกไม่ออกควรอยู่ห่างจากผู้อื่นให้มากที่สุดและเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท 5. สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาเมื่อออกจากบ้าน 6. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหากจำเป็นต้องสัมผัสกับผู้อื่นหรือแบ่งปันสิ่งของกับผู้อื่น 7. ซักผ้าและเครื่องนอนแยกจากผู้อื่นด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอก ควรใช้ห้องนอนแยกจากที่อื่นถ้าเป็นไปได้

รายละเอียดทั้งหมด
สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู.  เลือกเลเซอร์กำจัดขนอย่างไร ให้กำจัดขนได้ถาวร

สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. เลือกเลเซอร์กำจัดขนอย่างไร ให้กำจัดขนได้ถาวร

เลือกเลเซอร์กำจัดขนอย่างไร ให้กำจัดขนได้ถาวร   ขน ในตำแหน่งต่างๆ อาจสร้างความไม่มั่นใจให้ใครหลายๆ คน อีกหนึ่งวิธีการกำจัดขนถาวรให้เรียบเนียนโดยไม่ทำร้ายผิวและเป็นที่นิยมมากที่สุดคือการใช้เลเซอร์กำจัดขน โดยเลเซอร์กำจัดขน แต่ละชนิด แตกต่างกันอย่างไร และเหมาะสม กับ สภาพผิวแบบไหนกันบ้าง ไปติดตามกันค่ะ   1.  IPL หรือที่ย่อมาจาก Intense Pulsed Light ค่ะ           ที่จริงแล้ว IPL ไม่ใช่เลเซอร์ แต่เป็นหนึ่งในวีธีกำจัดขนที่นิยม ในขณะที่เลเซอร์จะเป็นการยิงลำแสงเป็นจุดๆ ทีละครั้ง แต่ IPL จะเป็นการยิงลำแสงสเปกตรัม ซึ่งเป็นลำแสงในวงกว้างกว่า แต่ ตื้นกว่า ไม่สามารถกำจัดถึงรากขนได้  เมื่อทำ IPL ซ้ำหลายๆ ครั้ง ขนที่ขึ้นมาใหม่จะมีสีที่อ่อนกว่าและเส้นบางกว่า  ข้อดี: ราคาถูก ไม่เจ็บ ข้อเสีย: ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม จะมีโอกาสผิวไหม้ ได้ง่ายมากกว่า  2.    Long Pulsed ND Yag หรือ ที่รู้จัก ในชิ่อ YAG เป็นเลเซอร์กำจัดขนถาวร ที่มีพลังงานลงลึกถึงชั้นรากขน  ข้อดี: กำจัดขนถาวร ได้ดีที่สุด โดย สีผิว ไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการกำจัดขน ข้อเสีย: ราคาสูง อาจรู้สึกเจ็บได้นิดหน่อย ขณะทำเลเซอร์ ไม่เหมาะกับขนเส้นเล็ก   3.    Diode เป็นเลเซอร์กำจัดขน ที่มีพลังงานลงลึก แต่ น้อยกว่า ND Yag   ข้อดี: ใช้เวลาทำน้อยกว่า ข้อเสีย: อาจมีเจ็บบริเวณผิวหนัง ขณะทำเลเซอร์  เลเซอร์กำจัดขน ชนิดอื่นๆ เช่น Ruby, Alexandrite นิยมใช้ในต่างประเทศ แต่ไม่นิยมใช้ ในประเทศไทย เนื่องจาก เหมาะกับคนไข้ ผิวขาว หรือผิวสีเหลืองมากกว่า  พอทราบข้อแตกต่าง และ ข้อดี ข้อเสีย ของเครื่องเลเซอร์กำจัดขน แต่ละชนิดกันไปบ้างแล้ว สำหรับท่านไหน ที่สนใจอยากดูแลและกำจัดขนถาวร แนะนำปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเลือกทำเลเซอร์ ในสถานพยาบาลที่ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ ประสิทธิผลสูงสุด อย่างปลอดภัย ไม่เกิดผลข้างเคียง นะคะ

รายละเอียดทั้งหมด
สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู . เลือกครีมกันแดด อย่างไรให้ปกป้องยูวี

สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู . เลือกครีมกันแดด อย่างไรให้ปกป้องยูวี

เลือกครีมกันแดด อย่างไรให้ปกป้องยูวี ครีมกันแดด (Sunscreen) คือ สารที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet Radiation: UV) โดยช่วยให้ผิวไม่ถูกแสงแดดทำลายจนไหม้หรือเกิดจุดด่างดำต่าง ๆ รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง  ประเภทของครีมกันแดดตามกลไกการป้องกันแสงแดด  แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่   1. ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางเคมี (Chemical Sunscreen) ครีมกันแดดที่เน้นการดูดซับรังสียูวี การปกป้องจะดีกว่าครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางกายภาพ แต่อาจทำให้เกิดการแพ้ต่อผิวหนังได้มากกว่า ตัวอย่างสารออกฤทธิ์ เช่น สารป้องกัน UVA ได้แก่ Oxybenzone, Dioxybenzone, Avobenzone, Merxorylsx เป็นต้น สารป้องกัน UVB ได้แก่ PABA, Octyl Methoxycinnamate, Octyl Salicylate  2. ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Sunscreen) หมายถึง ครีมกันแดดที่ใช้คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของสารออกฤทธิ์ สามารถสะท้อนรังสียูวี ทั้ง UVA และ UVB ได้ด้วยตัวอนุภาคของมันเอง ครีมจำพวกนี้จะมีประสิทธิภาพในการกันแดดด้อยกว่าครีมกันแดดที่ใช้คุณสมบัติทางเคมี แต่มีข้อเด่นคือ ไม่ก่อการแพ้ให้กับผิวหนังเท่าไรนัก ตัวอย่างครีมกันแดดกลุ่มนี้ ได้แก่ ไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) และสังกะสี / ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) โดยเมื่อทาแล้วผิวจะดูขาวสะท้อนแสงมาก มีออร่า การใช้ครีมกันแดดกลุ่มนี้ข้อควรระวังคือ หากทามากเกินไปจะอุดตันรูขุมขน ก่อสิวอุดตันได้  3. ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะผสมผสาน (Chemical-Physical Sunscreen) ปัจจุบันครีมกันแดดทั้งหลายจะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ คือใช้ทั้ง 2 แบบผสมผสานกันในสูตรการผลิต ประเภทตามบริเวณที่ใช้ทา แบ่งตามประโยชน์ใช้สอย และ ความเหมาะสมของผิว แต่ละชนิด ดังนี้้ ■ แบบครีม เหมาะใช้ทาบริเวณใบหน้าและผู้ที่มีผิวแห้ง ■ แบบเจล เหมาะสำหรับทาบริเวณที่มีขน เช่น หนังศีรษะหรือหน้าอกของผู้ชาย ■ แบบแท่ง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบบแท่ง อาจผสมสารกันแดดร่วมด้วย ซึ่งเหมาะใช้ทาบริเวณที่อยู่รอบดวงตา ■ แบบสเปรย์ สารกันแดดในรูปแบบสเปรย์อาจนำมาใช้ทากันแดดให้แก่เด็ก หรือ เหมาะกับสายกีฬากลางแจ้ง เที่ยวทะเล หรือพกพาไว้เติมระหว่างวัน ฉีดซ้ำได้เรื่อย ๆใช้งานง่ายด้วย ควรเลือกครีมกันแดดอย่างไร เพื่อให้ปกป้อง UV ได้ดี SPF และ PA คืออะไร   SPF  นั้นย่อมาจาก Sunburn  Protection  Factor  เป็นค่าที่บอกความสามารถของครีมกันแดดในการป้องกันการไหม้แดงของผิว ซึ่งเกิดจาก รังสียูวีบี (UVB) โดยปกติยิ่งค่าสูงจะยิ่งทําให้เราอยู่กลางแดดได้กขึ้นานมานก่อนจะมีอาการผิวไหม้แดงค่ะ  (ยกตัวอย่างตัวเลขสมมุติเช่น ถ้าโดยปกติเรายืนอยู่กลางแดด 10 นาทีแล้วผิวจะมีอาการไหม้แดง แต่ถ้าทาครีมกันแดด SPF 15 เราจะอยู่กลางแดดได้นานขึ้นเป็น 10x15=150 นาที ก่อนจะมีอาการดังกล่าว) ความจําเป็นที่จะต้องเลือก ค่า SPF สูงแค่ไหนก็ขึ้นกับลักษณะการใช้ชีวิตประจําวันของแต่ละคนค่ะ เช่น ● SPF 10-15 เหมาะกับคนที่ทำงานในร่มทั้งวัน ไม่โดนแดดเลย ● SPF 15-30 เหมาะกับคนที่มีกิจกรรมกลางแดด ระหว่างวัน ● SPF >30 เหมาะกับคนที่อยู่กลางแจ้งมากๆ หรือมีภาวะไวต่อแสง PA (Protection Grade of UVA) เป็นการบอกว่าป้องกัน UVA ได้ดีอย่างไร ซึ่ง UVA มีผลต่อ ความเหี่ยวย่นของผิวหนัง และมะเร็งผิวหนังบางชนิด ● PA  ป้องกันเบา ๆ เหมาะกับอยู่ในห้อง ไม่เจอแสงแดดเลยค่ะ ● PA   ระดับปานกลาง สาว ๆ ทำงานออฟฟิศ Work form home เหมาะมากค่า ● PA    ระดับสูง ทำงานกลางแสงแดด ออกไปเที่ยว ช้อปปิ้งอะไรแบบนี้ ● PA     ระดับสูงสุด กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬาต้องระดับนี้เลยค่า สรุป เราแนะนำให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA   ขึ้นไป ตามความเหมาะสมกิจกรรมของตัวเองจะดีที่สุดค่าา   อย่างไรก็ตาม การปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ได้ขึ้นกับ ค่า SPF และ PA เพียงอย่างเดียว ยังขึ้นกับการทาครีมกันแดด อย่างถูกวิธีด้วย ● ทาก่อน ที่จะออกแดด 15-30 นาที ● ทาหนา เนื่องจากการป้องกันแดด จะมีประสิทธิภาพเต็มที่ ถ้าทาหนาพอ คือต้องใช้ ปริมาณ 2 ข้อนิ้ว สำหรับหน้า และ คอ หรือ ทาทีละ 1 ข้อนิ้ว ซ้ำสองครั้ง ● ทาซ้ำ เนื่องจากครีมกันแดด จะถูกเหงื่อและการเสียดสี ชะล้างออกจากผิวหนัง เมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น ควรทาช่วงเช้า เที่ยง หรือทุกๆ 2-3 ชั่วโมง หากมีเหงื่อมาก หรือโดนน้ำบ่อยค่ะ   อย่าลืมว่าการใช้ครีมกันแดด ไม่ได้ปกป้อง และกันแดดได้ทั้งหมดนะคะ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ระหว่างวัน หรือใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ร่ม หรือหมวกร่วมด้วย จะช่วยปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ  

รายละเอียดทั้งหมด
สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. วิตามินซี ช่วยให้ผิวสวยได้อย่างไร

สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. วิตามินซี ช่วยให้ผิวสวยได้อย่างไร

Vitamin C ช่วยให้ผิวสวยได้อย่างไร   หลายคนคงจะทราบว่าการทาน 'วิตามินซี' เป็นประจำทุกวันสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ทำให้ไม่เป็นหวัดบ่อย และหายจากโรคหวัดได้เร็วขึ้น  การศึกษาเพิ่มเติมที่ทำให้ทราบว่า 'วิตามินซี' มีประโยชน์มากกว่าการป้องกันโรคหวัด โดยสามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค เพราะมีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น 'วิตามินซี' ยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายหรือฮิสตามีน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้นี้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ถ้าร่างกายมี 'วิตามินซี' เพียงพอ ก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส จากคุณสมบัติการเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ นอกจากนั้น วิตามินซี ยังมีประโยชน์อย่างมากในการดูแลผิวพรรณ   แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ เราจึงจำเป็นต้องทานวิตามินซีเสริมเข้าไปในร่างกายจากแหล่งอาหารในธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ การรับประทานผักผลไม้สดอย่างเพียงพอในแต่ละวันจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ช่วยให้เซลล์ผิวได้รับอาหารมากพอ ทำให้ผิวแลดูมีสุขภาพดี เรียบเนียน เพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์ผิว มีส่วนช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ลดโอกาสผิวเหี่ยวก่อนวัย   6 ประโยชน์ของวิตามินซีที่ดีต่อผิว ● ลดโอกาสผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย ● ทำให้ผิวมีสุขภาพดี เรียบเนียน ● เพิ่มการสร้างคอลลาเจนในผิว ● ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ● มีส่วนช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ● ช่วยให้เซลล์ผิวได้รับอาการเพียงพอ ผักและผลไม้อะไรที่ให้วิตามินซี (Vitamin C)?       มะขามป้อม : มีวิตามินซี 276 มิลลิกรัม/100 กรัม         ฝรั่ง : มีวิตามินซี 160 มิลลิกรัม/100 กรัม         กีวี : มีวิตามินซีประมาณ 105 มิลลิกรัม/100 กรัม         มะละกอ : มีวิตามินซีประมาณ 70 มิลลิกรัม/100 กรัม         ส้ม : มีวิตามินซีประมาณ 69 มิลลิกรัม /140 กรัม         คามู คามู : มีวิตามินซีปริมาณสูงถึง 2,400-3,000 มิลลิกรัม/100 กรัม (คามู คามู คือ ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง แหล่งกำเนิดในพื้นที่ริมน้ำของเขตป่าฝนแถบแอมะซอน)         ผักคะน้า : มีวิตามินซีประมาณ141, 156 มิลลิกรัม/100 กรัม         กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน บรอคโคลี่ ดอกกะหล่ำ : มีวิตามินซีโดยเฉลี่ยประมาณ 30-96 มิลลิกรัม/100 กรัม (แต่หากผ่านการต้ม ปริมาณวิตามินซีจะลดลง)   ปริมาณการรับประทานที่เหมาะสม  ไม่ควรทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อเรากินวิตามินซีเข้าไปในปริมาณที่มากขึ้น ร่างกายจะมีร้อยละของการดูดซึมที่ลดลง หากกินวิตามินซีปริมาณ 30-180 มิลลิกรัมต่อวัน ร่างกายดูดซึมได้ร้อยละ 80-90 แต่ถ้ากินวิตามินซีในปริมาณ 500 มิลลิกรัม ร่างกายดูดซึม ได้ร้อยละ 75 และหากกินในปริมาณที่มากกว่า 500 มิลลิกรัม ร่างกายจะดูดซึมได้น้อยลงเรื่อยๆ และควรดื่มน้ำตามมากๆ ทั้งนี้ วิตามินซีสามารถรับประทานได้ในทุกเพศ ทุกวัย  

รายละเอียดทั้งหมด
Health

Health

Foot reflexology massageThe fact that there are zones on our skin with reflexive interaction with other body areas and organs has been traditional knowledge for centuries, especially in Asian healing arts. In western countries, however, the therapeutic use of this knowledge has not been dealt with for very long.At the beginning of the last century, the American doctor W. Fitzgerald divided the body into different zones, which are still the basis of reflexology today. This gave rise to the triumph of this form of pressure massage, which is similar to acupressure.There are also reflex zones and the corresponding massage on the hands.Depending on the training and orientation of the therapy, there are different, non-uniform guidelines and so there are also many different panels of the corresponding zones.Basic rules must be observed for every type of massage.May be massaged z. B. not for varicose veins, inflammation, thrombosis, fever, open wounds etc.A reflex zone massage requires special training and medical knowledge and is usually only performed by naturopaths, masseurs or physiotherapists.In order to achieve a positive effect of the treatment, an experienced therapist should be consulted. In some cases the symptoms improve spontaneously, but usually several sessions are required. Illnesses that are triggered, for example, by overload, stress and nervousness, are particularly easy to influence with reflex zone massage.However, it is not a panacea and you should always consult a doctor before treatment.Although there are enthusiastic supporters of this alternative form of treatment worldwide, scientifically sound evidence is still lacking.Due to the extremely positive feedback, this pressure point massage, in a non-therapeutic form, has meanwhile found its way into the "wellness temple". There it is mainly used for relaxation and wellbeing.

รายละเอียดทั้งหมด
Copyright © 2021 Siam Star Adwise. shockdee.com All right reseved.